Showing posts with label เกษียร เตชะพีระ. Show all posts
Showing posts with label เกษียร เตชะพีระ. Show all posts

Friday, August 27, 2010

ตลาดขายเสรีภาพในระบอบอำนาจนิยม ปักกิ่ง, มอสโก, ดูไบ-อาบูดาบี



วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เวลา 20:00:00 น. มติชนออนไลน์

ตลาดขายเสรีภาพในระบอบอำนาจนิยม ปักกิ่ง, มอสโก, ดูไบ-อาบูดาบี

โดย เกษียร เตชะพีระ

คำถามหลักที่จอห์น แคพเนอร์ ตั้งไว้ในหนังสือ Freedom for Sale (ค.ศ.2009) คือ:


"ทำไมผู้คนมากหลายทั่วโลกไม่ว่าจะอยู่ในวัฒนธรรม, สภาพการณ์, ภูมิศาสตร์, หรือประวัติศาสตร์ใด, ดูเหมือนเต็มใจจะสละเสรีภาพบางอย่างเพื่อแลกกับความมั่นคงหรือเจริญรุ่งเรือง?"


โดยอาศัยสมมติฐานขั้นต้นจากการวิเคราะห์การเมืองสิงคโปร์-ว่าสภาพดังกล่าวเกิดจากข้อตกลงที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร (the unwritten pact) ซึ่งผู้คนพลเมืองมากหลายยอมขายเสรีภาพสาธารณะ (public freedom) ในการมีส่วนร่วมกับกิจการบ้านเมืองทั้งของตนเองและพลเมืองร่วมชาติ แลกกับเสรีภาพเอกชน (private freedom) ในการทำมาหาเงิน, ใช้จ่ายเงินและอื่นๆ โดยมีพันธมิตร [ผู้นำการเมือง+ภาคธุรกิจ+คนชั้นกลาง] เป็นพลังรองรับข้อตกลงที่ว่า และอาศัยลัทธิบริโภคนิยมเป็นยากล่อมย้อมใจให้ยอมทน ตราบเท่าที่ผู้ได้ประโยชน์จากข้อตกลงนี้ค่อยทวีจำนวนขึ้นและความต้องการบางอย่างของพวกเขาได้การตอบสนองจากรัฐตามสมควร.....


แคพเนอร์ก็ออกสำรวจตลาดขายเสรีภาพในประเทศต่างๆ ว่ามีสภาพรูปธรรมเฉพาะเช่นใดเริ่มจากกลุ่มภายใต้ระบอบอำนาจนิยม

ได้แก่ จีน.....


คำถามนำของแคพเนอร์ในจีนคือ การขายเสรีภาพสาธารณะแลกกับเสรีภาพเอกชนมีลักษณะและเงื่อนไขเฉพาะเช่นใด?


เขาพบว่าคนจีนแสดงความเห็นเรื่องนี้เปิดเผยตรงไปตรงมามากไม่ว่ายามพูดคุยส่วนตัวหรืออภิปรายรวมหมู่ ทุกคนเห็นตรงกันว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา จีนก้าวหน้าไปอย่างน่าทึ่ง

การที่มหาอำนาจเศรษฐกิจของโลกยอมขยายวงที่ประชุม G8 (สหรัฐ, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, ญี่ปุ่น, แคนาดา, รัสเซีย+กลุ่มสหภาพยุโรป) ออกไปและเปิดบทบาทหลักให้ G20 (G8+อาร์เจนตินา, ออสเตรเลีย, บราซิล, จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, เม็กซิโก, ซาอุดีอาระเบีย, แอฟริกาใต้, เกาหลีใต้, ตุรกี) แทนนั้น นอกจากแสดงความตระหนักว่า G8 หมดสภาพแล้ว

ยังเท่ากับยอมรับโดยนัยว่าอำนาจในโลกทุกวันนี้เอาเข้าจริงอยู่กับ G2 (คือสหรัฐกับจีน) ต่างหากด้วย


ทว่าปัญหาคือจากจุดนี้แล้วจีนจะไปไหนต่อ?

จะมุ่งปฏิรูปประเทศแบบไหนกัน?

จะมีวันที่จีนปฏิรูปเปิดกว้างสิทธิทางการเมืองและสิทธิมนุษยชน (หรือนัยหนึ่งเปิดเสรีภาพสาธารณะ) ให้แก่ประชาชนบ้างไหมอย่างไร?


ปรากฏว่า ดูเหมือนไม่มีใครรู้ชัดว่า "หลักหมายสุดเขต (เสรีภาพสาธารณะ)" (แปลว่าห้ามออกนอกเขต-เรื่องต่อไปนี้ห้ามแตะ.....) ในจีนมันอยู่ที่ไหนกันแน่? เพราะมันขยับย้ายไปเรื่อยวันต่อวัน, ท้องที่ต่อท้องที่, เวทีต่อเวที ฯลฯ

ตัวอย่างเช่นเสรีภาพในการแสดงออกในจีนถูกจำกัดอย่างเป็นทางการโดยเฉพาะในอินเตอร์เน็ต แต่กลับเปิดให้พอควรตามท้องถนนและในพื้นที่กึ่งส่วนตัว ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลจีนไม่อาจปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกเสียหมดหากต้องการให้สังคมวัฒนธรรมความรู้มีพลวัตและเศรษฐกิจเปิดกว้างเพื่อแข่งขันได้ในตลาดโลก ดังนั้น จึงพยายามเข้าไปจัดการและชักนำมันแทนโดยใช้ทั้งไอที (สำหรับเซ็นเซอร์อินเตอร์เน็ตที่มีชื่อทางการว่า จินตุ้นกงเฉิง หรือ "โครงการเกราะทอง" แต่มักเรียกกันทั่วไปว่า The Great Firewall of China หรือ กำแพงไฟอันยิ่งใหญ่ของจีน ดู www.greatfirewallofchina.org), เทคนิคสร้างภาพปั่นข่าว, และกำลังดิบเถื่อนผสมผสานกัน


อุปมาอุปไมยว่า เสรีภาพสาธารณะเหมือนท่อน้ำประปา หากตัดท่อทิ้ง สังคมเศรษฐกิจจีนก็จะแห้งตาย แต่ถ้าปล่อยให้ไหลเสรี น้ำก็อาจจะบ่าท่วมการเมืองจีนได้ กลเม็ดของผู้ปกครองระบอบอำนาจนิยมใหม่แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 21 อย่างจีนจึงอยู่ตรงรู้จักเปิดก๊อกเสรีภาพบ้างปิดบ้าง ณ จังหวะเวลาอันเหมาะสม


ข้อที่พิสดารในทรรศนะแคพเนอร์อยู่ตรงคนชั้นกลางจีนดูจะรู้สึกว่าพวกตนมีประโยชน์โภชผลน้อยที่สุดในอันที่จะเปิดพหุนิยมทางการเมือง (เช่น ให้มีระบบหลายพรรค) และยอมให้คนจนคนชั้นล่างจีนหลายร้อยล้านผู้มีลำดับความต้องการทางการเมืองต่างจากพวกตนได้มีสิทธิออกคะแนนเสียงทางการเมืองอย่างแท้จริง ที่คนชั้นกลางจีนคิดเช่นนี้ไม่ใช่เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีนบอกเท่านั้น หากเป็นเพราะว่าการขาดประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญยังคงเป็นเนื้อหาส่วนที่พึงปรารถนาให้คงไว้ในข้อตกลงขายเสรีภาพที่ขับเคลื่อนโดยพวกเขาเองด้วย

ข้างพรรคคอมมิวนิสต์ก็เข้าใจดีว่าพรรคจะประสบความสำเร็จและครองอำนาจนำยืนนานได้ก็แต่โดยเสนอสนองปรนเปรอสิ่งอำนวยความสะดวกและความสุขสบายนานัปการให้แก่โลกชีวิตเอกชนของพลเมืองจีนเท่านั้น


อันดับถัดไปคือรัสเซีย.....


แคพเนอร์เคยไปทำข่าวเยี่ยมเยียนรัสเซียเป็นประจำมาร่วม 30 ปีแล้ว จึงสะสมสหายเก่าไว้เยอะตั้งแต่สมัยคอมมิวนิสต์โซเวียตที่การจะได้ของบางอย่างมานั้นต้องอาศัยอำนาจอภิสิทธิ์เป็นสำคัญกว่าอำนาจซื้อ และการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศต้องไปกันเป็นคณะโดยทางการอนุญาตเท่านั้น

แคพเนอร์พบว่า อดีตสหายเหล่านี้พากันไชโยโห่ฮิ้วที่รัฐประหารโดยพวกคอมมิวนิสต์หัวเก่าเมื่อปี ค.ศ.1991 ล้มเหลวและระบอบเผด็จการคอมมิวนิสต์พังทลายลง

พวกเขาค้นพบและปลาบปลื้มดื่มด่ำกับเสรีภาพใหม่ๆ ที่ได้มา จนกระทั่งบอริส เยลต์ซิน สถาปนาอำนาจเป็นปึกแผ่นด้วยการเล่นเล่ห์กลจนชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในปี ค.ศ.1996 โดยโลกตะวันตกเห็นชอบอยู่ในที แต่นั้นมาประชาธิปไตยรัสเซียก็กลายเป็นเรื่องของความสับสนวุ่นวายและโกงกินสกปรกไป


การขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน อดีตเจ้าหน้าที่เคจีบีและทายาทการเมืองที่เยลต์ซินเลือก (ผู้ตอบสนองพระคุณด้วยการประกาศนิรโทษกรรมและคุ้มกันเยลต์ซินไม่ให้ถูกฟ้องร้องด้วยคดีใดๆ) นับว่าสอดรับกับสถานการณ์

ด้านหนึ่งปูตินก็ใช้ไม้แข็งเล่นบทโหดปราบหนักทั้งกบฏแยกดินแดนเชชเนียและคอร์รัปชั่นเพื่อรื้อฟื้นความราบคาบมั่นคง

อีกด้านหนึ่งราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกที่ถีบตัวสูงก็ช่วยให้รายได้จากการส่งออกไหลมาเทมาจนเศรษฐกิจอู้ฟู่ขึ้น


ในภาวะที่รัสเซียกลับมามั่งคั่งและค่อยแข็งกล้าขึ้นในเวทีโลก สหายเก่าทั้งหลายของ แคพเนอร์ ก็พากันเสพดอกผลเสรีภาพเอกชนของตัวกันอย่างบันเทิงเริงใจ นั่งเครื่องบินเจ็ตไปเที่ยวไหนต่อไหน เช่น ชมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ, เล่นสกีที่คูเชอเวลบนเทือกเขาแอลป์, ซื้อหานาฬิกาเครื่องประดับอัญมณียี่ห้อคาร์เทียร์หรูเลิศใช้ พร้อมทั้งขนเงินไปฝากหรือลงทุนนอกประเทศด้วย

(กันเหนียวเผื่อโดนรัฐบาลสั่งยึดทรัพย์ข้อหาเบี้ยวภาษี/คอร์รัปชั่น/ฉ้อโกง/ฟอกเงิน ฯลฯ แบบที่ปูตินเคยเชือดเศรษฐีคณาธิปัตย์รัสเซียยุคหลังคอมมิวนิสต์บางรายให้ดูเป็นตัวอย่าง อาทิ บอริส เบเรซอฟสกี้, มิคาอิล คอโดร์คอฟสกี้; หรือกรณียึดทรัพย์ทักษิณและครอบครัวญาติมิตรในไทยเป็นต้น)


ขณะเดียวกันเศรษฐีใหม่รัสเซียเหล่านี้ก็ปล่อยให้พวกนักการเมืองและหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงปกครองประเทศไปตามใจชอบ แม้ว่าจะมีพวกนักหนังสือพิมพ์หรือนักรณรงค์สิทธิมนุษยชนบางคนสืบสวนเปิดโปงและตั้งคำถามเอากับพฤติการณ์กดขี่ข่มเหงฉวยใช้อำนาจในทางมิชอบของรัฐบาลบ้าง แต่นั่นก็เป็นคนส่วนน้อย

ขณะที่ชาวรัสเซียส่วนใหญ่สยบสมยอมตามข้อตกลงขายเสรีภาพโดยดุษณี


และลำดับสุดท้ายสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งแคพเนอร์เห็นว่าเป็นสัญลักษณ์บริสุทธิ์ ของข้อตกลงขายเสรีภาพในระดับโลก โดยเฉพาะรัฐดูไบที่ชอบทำกร่างอวดมั่งอวดมี และรัฐเศรษฐีน้ำมันอาบูดาบีที่สงบเสงี่ยมกว่า ดังที่บรรดานักค้าในตลาดหุ้นตลาดเงินตะวันตกเล็งการณ์ว่าศูนย์กลางการเงินโลกจะย้ายจากนิวยอร์ก-ลอนดอน-แฟรงก์เฟิร์ตในปัจจุบันไปยัง "เซี่ยงไฮ้-มุมไบ-ดูไบ" ในอนาคตอย่างแน่นอน


สำหรับชาวต่างประเทศนานาชาติไม่ว่าหนุ่มสาวนักค้าเงินค้าหุ้นชาวอังกฤษ, เจ้าพ่อมาเฟียรัสเซีย, คนดังจากหมู่เกาะแหล่งฟอกเงินเลี่ยงภาษีแถวแคริบเบียน ฯลฯ นั้น ชี้คหรือผู้ปกครองชาวอาหรับแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เสนอข้อตกลงในการมาตั้งหลักแหล่งที่ยั่วใจยิ่ง

กล่าวคือ ทรัพย์สินเอกชนของยูมีแต่จะสั่งสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จากการลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือกินเงินเดือนปลอดภาษีที่นี่ แลกกับการที่พวกยูอย่าแกว่งเท้าหาเรื่องเดือดร้อนป่วนการเมืองก็แล้วกัน


ยิ่งรัฐดูไบที่ซึ่งประชากรส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นชาวต่างชาติด้วยแล้ว ยิ่งโอ๋เอาอกเอาใจฝรั่งตาน้ำข้าวหนักข้อเข้าไปอีกโดยยอมผ่อนคลายข้อกำหนดทางศาสนาอิสลามลง ปล่อยให้ใช้ชีวิตส่วนตัวกันได้ค่อนข้างเสรีดังใจปรารถนา จะโดนเล่นงานเอาเรื่องบ้างก็เฉพาะกรณีเมาอาละวาดหนักหรือลามกอนาจารกันสุดโต่งโจ๋งครึ่มเท่านั้น มองไปทางไหนในรัฐแห่งนี้ก็เห็นแต่โรงแรมเอยอาคารชุดเอยแข่งกันผุดขึ้นระฟ้าเป็นดอกเห็ดประดุจอุทยานอนุสาวรีย์แห่งความรวยเลิศหรูล้นก็มิปาน


ชี้คแห่งดูไบหลงเชื่อว่าตัวแบบเศรษฐกิจการเมืองฟองสบู่ยักษ์พิเศษเฉพาะของตนจะไม่สะทกสะท้านต่อวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ของตะวันตก จึงหาญกล้าให้ Nakheel บริษัทย่อยทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในสังกัด Dubai World อันเป็นบริษัทลงทุนของรัฐ ทุ่มทุนสร้างและเปิดหอคอยดูไบ (Burj Dubai) ที่สูงโด่เด่ที่สุดในโลกขึ้นมาเมื่อต้นปีนี้

โครงการดังกล่าวส่งผลให้รัฐดูไบติดหนี้สินล้นพ้นตัวกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จนสภาพคล่องขาดมือ ต้องเจรจาขอเลื่อนการผ่อนชำระหนี้ออกไป 6 เดือนและดัชนีราคาอสังหาริมทรัพย์ของดูไบตกลงเกือบครึ่ง


ในเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่อันผันผวน จึงไม่แน่ว่าข้อตกลงขายเสรีภาพจะดำเนินงานได้ราบรื่นดีเสมอไปในสภาพที่ผู้ปกครองอำนาจนิยมใหม่ไม่ต้องพร้อมรับผิดใดๆ ในเชิงสถาบันต่อการบริหารผิดพลาดที่ตนกระทำและขาดกลไกทัดทานแก้ไขตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดเหล่านั้นจนปัญหาหมักหมมเน่าเฟะและลุกลามขยายตัว



"คนขายเสรีภาพ"


วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เวลา 21:00:00 น. มติชนออนไลน์

"คนขายเสรีภาพ"

โดย เกษียร เตชะพีระ

ขณะนายกฯอภิสิทธิ์เดือดเนื้อร้อนใจที่ "มีคนอยู่ดีๆ มาว่าว่าผมขายชาติ" (รายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์", เว็บไซต์ คมชัดลึก, 8 สิงหาคม 2553) ผมกลับคิดว่าเรื่องน่าเป็นห่วงสำหรับอนาคตการเมืองไทยและหลายประเทศในโลกอยู่ที่อาการ "ขายเสรีภาพ" มากกว่า


นี่เป็นประเด็นหลักของหนังสือซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่นักวิเคราะห์การเมืองอังกฤษ-อเมริกันอย่างกว้างขวางเรื่อง Freedom for Sale : How We Made Money and Lost Our Liberty (เสรีภาพสำหรับขาย : เราทำมาหาเงินและสูญเสียเสรีภาพไปได้อย่างไร-ตีพิมพ์ในอังกฤษเมื่อกันยายน ค.ศ. 2009, และฉบับอัพเดตออกในอเมริกา มีนาคม ศกนี้) เขียนโดย จอห์น แคพเนอร์และกำลังแปลเป็นภาษาอิตาเลียน, รัสเซีย, อาหรับ ฯลฯ


แคพเนอร์เป็นชาวอังกฤษที่เกิดในสิงคโปร์เมื่อ ค.ศ.1962 ประกอบอาชีพเป็นนักเขียนนักวิจารณ์และผู้ประกาศข่าว


เขาเคยเป็นผู้สื่อข่าวประจำกรุงเบอร์ลิน (ช่วงกำแพงเบอร์ลินแตกและเยอรมนีรวมประเทศ) และมอสโก (ช่วงรัฐประหารโดยแกนนำคอมมิวนิสต์หัวเก่าล้มเหลวและระบอบโซเวียตล่มสลาย) ให้หนังสือพิมพ์ Daily Telegraph และสำนักข่าว Reuters อยู่เกือบ 10 ปี (ค.ศ.1984-กลางคริสต์ทศวรรษ 1990) ก่อนจะกลับอังกฤษมาเป็นหัวหน้าผู้สื่อข่าวการเมืองให้หนังสือพิมพ์ Financial Times และนักวิจารณ์การเมืองให้สำนักข่าว BBC


เขาประสบความสำเร็จสูงสุดในวิชาชีพหนังสือพิมพ์เมื่อเข้าเป็นบรรณาธิการการเมือง (จาก ค.ศ.2002) และเลื่อนเป็นบรรณาธิการใหญ่ของนิตยสาร New Statesman (ค.ศ.2005-2008) โดยปรับปรุงนิตยสารจนยอดขายขึ้นสูงสุดในรอบ 30 ปี เขาได้รางวัลต่างๆ อาทิ :


- รางวัล Journalist of the Year และ Film of the Year ในปี ค.ศ.2002 จาก Foreign Press Association สำหรับภาพยนตร์สารคดีความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่เขาทำให้ BBC เรื่อง The Ugly War


- รางวัล Book of the Year ในปี ค.ศ.2003 จากหนังสือพิมพ์ Times, Sunday Times และ Observer สำหรับหนังสือของเขาเรื่อง Blair"s Wars


- รางวัล Current Affairs Editor ประจำปี ค.ศ.2006 จาก British Society of Magazine Editors


- ล่าสุดหนังสือ Freedom for Sale ของเขาก็ได้รับคัดเลือกเข้ารอบสุดท้ายเพื่อชิงรางวัล Orwell Prize อันทรงเกียรติเมื่อเดือนพฤษภาคมศกนี้


ปัจจุบัน จอห์น แคพเนอร์ เป็นหัวหน้าผู้บริหารของ Index on Censorship อันเป็นองค์การส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออกทั่วโลกของอังกฤษ ที่พัฒนาขึ้นมาจากนิตยสารชื่อเดียวกันตั้งแต่ปี ค.ศ.1972

คำถามหลักของแคพเนอร์ใน Freedom for Sale คือ : -


"ทำไมผู้คนมากหลายทั่วโลกไม่ว่าจะอยู่ในวัฒนธรรม, สภาพการณ์, ภูมิศาสตร์, หรือประวัติศาสตร์ใด, ดูเหมือนเต็มใจจะสละเสรีภาพบางอย่างเพื่อแลกกับความมั่นคงหรือเจริญรุ่งเรือง?"


คำถามนี้กระแทกใจเขาเมื่อปลายปี ค.ศ.2007 จากนั้นแคพเนอร์ก็ออกเดินทางสำรวจแสวงหาคำตอบไปหลายประเทศทั่วโลก ได้แก่ สิงคโปร์ จีน รัสเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย อิตาลี อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ


เกณฑ์ในการเลือกของเขาคือ เป็นประเทศภายใต้ระบอบอำนาจนิยม (authoritarianism - 4 ประเทศแรก) ไปจนถึงเสรีประชาธิปไตย (liberal democracy - 4 ประเทศหลัง) ที่ล้วนยอมรับเงื่อนไขของโลกาภิวัตน์


โดยหลีกเลี่ยงประเทศภายใต้ระบอบทรราชที่ปกครองด้วยปากกระบอกปืนอย่างไม่อินังขังขอบฉันทานุมัติของประชาชนอย่างพม่า เกาหลีเหนือ ซิมบับเว ฯลฯ และประเทศที่มีเงื่อนไขเฉพาะพิเศษ เช่น อิสราเอลที่ยึดครองและขัดแย้งอยู่กับปาเลสไตน์, แอฟริกาใต้ภายหลังระบอบแบ่งแยกสีผิวซึ่งยังคงมรดกความเหลื่อมล้ำแตกแยกระหว่างชนต่างสีผิวอยู่, เวเนซุเอลาภายใต้ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ที่อาศัยทรัพยากรน้ำมันอันอุดมดำเนินนโยบายประชานิยมเอียงซ้ายและต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกา ทำให้กลุ่มทุนต่างๆ และคนชั้นกลางแปลกแยกเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล เป็นต้น


แคพเนอร์ใช้สิงคโปร์ในฐานะถิ่นกำเนิดซึ่งเขาผูกพันทางจิตใจเป็นพิเศษ เป็นเสมือนต้นแบบของการขายเสรีภาพด้วยแนวคิด "ข้อตกลงที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร" หรือ "การได้อย่างเสียอย่าง" (the unwritten pact or tradeoff) ซึ่งทำให้เพื่อนฝูงชาวสิงคโปร์ของเขา - ทั้งที่เคยเดินทางท่องเที่ยวมาแล้วทั่วโลกและจบอุดมศึกษาชั้นสูง - กลับปกป้องระบบที่ยกย่องความสำคัญของการเหนี่ยวรั้งจำกัดเสรีภาพปัจเจกบุคคลเพื่อแลกกับสิ่งที่เรียกว่า "ประโยชน์ส่วนรวม"


แรกเริ่มเดิมทีเขาคิดว่านี่เป็นกลุ่มอาการทางการเมืองเฉพาะตัวของโลกตะวันออกที่มองต่างมุมและกำลังลุกขึ้นมาท้าทายโลกตะวันตกอย่างฮึกเหิมในทำนอง "นโยบายมุ่งมองบูรพา" (Look East Policy) ของอดีตนายกฯมหาธีร์ โมฮัมหมัด แห่งมาเลเซีย หรือ "ค่านิยมเอเชีย" (Asian values) ของอดีตนายกฯลี กวน ยู แห่งสิงคโปร์


แต่เมื่อเพ่งสำรวจพินิจอย่างลึกซึ้ง แคพเนอร์ก็พบว่า อ้าว, เราทำกันอย่างนั้นทั้งนั้นนี่หว่า ไม่ว่าตะวันออกหรือตะวันตก, อำนาจนิยม กึ่งอำนาจนิยมหรือเสรีประชาธิปไตย, ขงจื๊อหรือคริสต์, สิงคโปเรียนหรือแยงกี้..เราต่างก็ใกล้เคียงกันกว่าที่คิดและยอมเสียสละเสรีภาพของเราเพื่อแลกให้ได้เงินมาด้วยกันทั้งนั้น

ในความหมายนี้ ข้อตกลงขายเสรีภาพจึงเป็นสากล ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบางวัฒนธรรมหรือระบอบการเมือง


แน่นอนรูปธรรมการคลี่คลายขยายตัวของข้อตกลงขายเสรีภาพย่อมผันแปรไปบ้างตามสภาพการณ์, วัฒนธรรมและอัตราเร่งที่แตกต่างกัน พูดง่ายๆ เราต่างก็เลือกเสรีภาพที่เราพร้อมจะเสียสละชนิดต่างๆ กันไปในแต่ละประเทศของตน


บางประเทศก็ยอมสละเสรีภาพในการแสดงออก (เช่น สิงคโปร์)


บ้างก็สละสิทธิ์ในการโหวตไล่รัฐบาลออกจากตำแหน่ง (เช่น จีน)


บ้างก็สละศาลตุลาการที่เที่ยงธรรมไม่ลำเอียง (เช่น กัมพูชาและมาเลเซีย)


บ้างก็สละความสามารถที่จะดำเนินชีวิตปกติโดยไม่ถูกสปายสายลับดักฟังสอดแนมล้วงอ่านหรือกล้องวงจรปิดตามส่องดู (เช่น อเมริกาและอังกฤษ)


บ้างก็ยอมเสียสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะเพื่อแสดงความเห็นทางการเมือง (เช่น พื้นที่ภายใต้ประกาศภาวะฉุกเฉินยืดเยื้อทั่วโลก) ฯลฯ


เพราะเอาเข้าจริงข้อเหนี่ยวรั้งจำกัดสิทธิเสรีภาพเหล่านี้มันกระทบแค่คนจำนวนน้อย ซึ่งก็ล้วนแต่เป็น "พวกตัวป่วน ชอบหาเรื่อง ก่อความวุ่นวายมือไม่พายเอาตีนราน้ำแถมโคลงเรืออีกต่างหาก" หรือ "พวกไม่รักชาติ ไม่สมานฉันท์ ไม่รู้ใช่คนไทยหรือเปล่า?" อาทิ นักข่าวนักหนังสือพิมพ์ที่วิจารณ์รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ หรือยิงคำถามและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ทำให้ภาพลักษณ์ของบรรดา ฯพณฯ และประเทศชาติเสียหาย, นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนผู้ว่าความให้สื่อมวลชนเหล่านี้หรือปกป้องผู้ต้องหาที่ถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานหรืออุ้มหายหรือทำร้ายจนถึงแก่ความตาย, พวกเอ็นจีโอ, นักการเมืองฝ่ายค้าน, แกนนำเสื้อสี.....


ขณะที่คนส่วนใหญ่ 99% ของประเทศไม่เห็นเค้าเดือดเนื้อร้อนใจอะไรด้วย ต่างก็ดำเนินชีวิต ทำมาหาเงิน เดินห้างติดแอร์เย็นฉ่ำช็อปปิ้งตามใจชอบเป็นปกติ...แล้วพวกมึงแค่ไม่กี่คนจะโวยวายทำไรฟะ?


ข้อตกลงขายเสรีภาพโดยเนื้อหาจึงเป็นการขายเสรีภาพสาธารณะ (public freedoms) อันเกี่ยวกับพฤติกรรมในพื้นที่สาธารณะ อย่างเช่น เสรีภาพในการชุมนุม, เสรีภาพในการรวมตัวก่อตั้งสมาคมและองค์การ, เสรีภาพในการพูด, เสรีภาพในการเลือกตั้งในระบบหลายพรรค ฯลฯ หรือนัยหนึ่งเสรีภาพในการเคลื่อนไหวกดดันอย่างแข็งขันให้เกิดผลต่อเรื่องส่วนรวมร่วมกัน - ซึ่งก็คือสิ่งที่ ฯพณฯ มักเรียกว่าเสรีภาพในการก่อความวุ่นวายนั่นเอง


เสรีภาพสาธารณะแบบนี้มีใครที่ไหนอยากใช้หรือ? ใครสักกี่คนกันที่ต้องการหาญกล้าลุกขึ้นท้าทายบรรดา ฯพณฯ ผู้นั่งเรียงแถวหน้าสลอนประกาศคำสั่งและแถลงข่าวอยู่บนจอทีวีเหล่านั้น?


มิสู้ขายมันทิ้งเพื่อแลกกับเสรีภาพเอกชน (private freedoms) ในอันที่จะดำรงชีวิตโดดเดี่ยวเหี่ยวๆ เห่ยๆ เหมือนอะตอมของตัวเองดีกว่า อย่างเช่น เสรีภาพในการเลือกโรงเรียนให้ลูก, เสรีภาพในการเดินทางท่องเที่ยว, เสรีภาพในการแสดงออกได้ตามใจในเงื่อนไขพื้นที่เอกชนของตัว, เสรีภาพในการดำเนินวิถีชีวิตเอกชนของกูแบบที่กูปรารถนา, เสรีภาพในการแต่งกายทำผมลงรอยสักบนเนื้อตัวตามแฟชั่น, เสรีภาพในการซื้อหาบ้านช่องรถราข้าวของเครื่องใช้, และเหนืออื่นใดคือเสรีภาพในการทำมาหาเงินและจับจ่ายใช้เงิน


นี่ไม่ใช่หรือเสรีภาพที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา? มีแค่นี้ก็ "ฟรี" พอแล้วไม่ใช่หรือ?


แคพเนอร์วิเคราะห์ว่าในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา พลังการเมืองที่รองรับข้อตกลงขายเสรีภาพดังกล่าวในประเทศต่างๆ มักประกอบด้วยพันธมิตรของ [ผู้นำการเมือง+ภาคธุรกิจ+คนชั้นกลาง] ถึงไม่ระบุชัดเป็นลายลักษณ์อักษรโต้งๆ แต่ข้อตกลงนี้ก็ดำรงอยู่ในรูปชุดความเข้าใจที่ชัดเจนทว่าแนบเนียนไม่โฉ่งฉ่าง ประเด็นสำคัญของข้อตกลงดังกล่าวในทางปฏิบัติก็คือ จำนวนผู้ได้ประโยชน์จากมันจะต้องค่อยๆ เพิ่มขึ้นและรัฐต้องยืดหยุ่นพลิกแพลงพอที่จะตอบสนองความต้องการต่างๆ ของพวกเขา


ความต้องการที่ว่าก็ได้แก่รัฐต้องช่วยค้ำประกันและอุดหนุนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน, กฎหมายนิติกรรม-สัญญา, การปกป้องสิ่งแวดล้อม, การเลือกไลฟ์สไตล์ต่างๆ, และสิทธิในการเดินทาง ทว่าเหนืออื่นใดในยุคโลกาภิวัตน์ทางการเงินนี้คือ รัฐต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในอันที่จะทำมาหาเงินและเก็บสะสมเงิน


และเพื่อช่วยให้การขายเสรีภาพดำเนินไปได้อย่างสะดวกกายสบายใจก็ต้องมีลัทธิบริโภคนิยมเป็นยาสลบหรือยาชาช่วยกล่อมประสาททางการเมืองให้มึนตึ้บสงบลงได้ชะงัดนักแล (ดู "ททท. จัดงาน SMILE@SIAM คืนรอยยิ้มให้เมืองไทย 14-15 สิงหาคม, www.media-shaker.com/pr-news/756.html)


เพียงเท่านี้ พวกเขาก็พร้อมจะเสียสละเสรีภาพสาธารณะ- รวมทั้งเสรีภาพในการเห็นอาชญากรรมที่รุนแรงที่สุดกลางเมืองและเสรีภาพในการจำโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่แห่งชาติ - ทั้งของตัวเองและของคนอื่น ที่เป็นพวกตัวป่วนไม่กี่คนมาเป็นเครื่องบัดพลีบูชายัญให้แก่รัฐอย่างยิ้มแย้มหน้าชื่นตาบาน (ชมวิดีโอตำรวจนอกเครื่องแบบ 6 นาย รุมจับและอุ้ม นที สรวารี ตัวป่วนผู้บังอาจใช้เสรีภาพสาธารณะของปัจเจกบุคคลในการจำและพูดที่ราชประสงค์ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ศกนี้ ได้ที่ www.youtube.com/watch?v=3KiJRjXIN4Q)



Friday, June 26, 2009

"ข้อคำนึงเรื่องการเมืองนำการทหารที่ชายแดนใต้"



วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11430 มติชนรายวัน


"ข้อคำนึงเรื่องการเมืองนำการทหารที่ชายแดนใต้"

โดย เกษียร เตชะพีระ



ท่ามกลางเหตุการณ์ไม่สงบชายแดนภาคใต้ที่ดุเดือดรุนแรงยิ่งขึ้นในระยะหลังนี้ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับผู้บัญชาการทหารบก พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ยืนยันตรงกันว่าทางราชการจะยึดมั่นแนวทางการเมืองนำการทหาร ในการแก้ปัญหาดังกล่าวต่อไปอย่างไม่วอกแวกลังเล

นี่เป็นท่าทีที่หนักแน่นน่ายินดี เทียบกับท่าที "ยั่วปุ๊บ ยัวะปั๊บ" หรือ "บ้ามาก็บ้าไป" ของผู้นำสมัยก่อน ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุดของฝ่ายรัฐที่ผู้ก่อความไม่สงบสามารถคาดทำนายและกดปุ่มสั่งได้ดังใจปรารถนาตามแผนยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของตน

ทว่า ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมรุนแรงขึ้นนี้ ควรที่เราจะแตกประเด็นและคิดให้ละเอียดลึกซึ้งว่าที่เรียก ว่า "แนวทางการเมืองนำการทหาร" นั้นแปลว่าอะไร? มีสิ่งใดที่ควรคำนึงประกอบบ้างระหว่างดำเนินการ?

ในฐานะอดีตนักรบจรยุทธ์ที่พอมีประสบการณ์ เคยพ่ายแพ้ให้แก่ "แนวทางการเมืองนำการทหาร" ของรัฐไทยมาแล้ว ผมใคร่ขอออกความเห็นสักเล็กน้อย

การประกาศเดิน "แนวทางการเมืองนำการทหาร" ของฝ่ายรัฐพูดให้ถึงที่สุดก็คือการตระหนักรับ ว่าที่ตนทำอยู่คือสงครามประชาชน-สงครามแย่งชิงประชาชน!

มันไม่ใช่สงครามแบบแผนธรรมดาเหมือนไทยรบพม่าสมัยกรุงศรีอยุธยาที่จับดาบติดปืนยกไพร่พลขี่ช้างม้าเข้าทำยุทธหัตถีกันตรงๆ, ฉะนั้น จึงไม่มีทางออกทางการทหาร หรือ military solution สำหรับสงครามแบบนี้

ตรงกันข้าม การก้าวรุดหน้าชิงความได้เปรียบในสงครามประชาชนไม่ได้วัดด้วยพื้นที่ดินแดนเป็นตารางกิโลเมตร, จำนวนหมู่บ้าน หรือจำนวนศพที่ยึดครองฆ่าฟันได้ด้วยกำลังทหาร หากวัดด้วยการแย่งชิงพื้นที่ในจิตใจของมวลชนชาวบ้านมาเป็นฝ่ายเราด้วยแนวนโยบายการเมืองที่ถูกต้องสอดคล้องกับความเรียกร้องต้องการของพวกเขา-ทีละคนๆ

เป้าหมายหลักชัยบั้นปลายคือต้องโดดเดี่ยวฝ่ายศัตรูทางการเมืองให้ถึงที่สุด-ให้เหลือแต่ผู้ก่อความไม่สงบหยิบมือเดียวที่ตั้งประจัญกับรัฐบาล-เจ้าหน้าที่ราชการ-และมวลชนอันกว้างใหญ่ไพศาลที่สุดทั้งในพื้นที่, ทั่วประเทศ และสากล

โดดเดี่ยวจนพวกเขาไม่เห็นชัยชนะ ไม่เห็นอนาคต จนพวกเขาชักเริ่มสงสัย...

สงสัยว่านี่กำลังสู้กับใคร-กับมวลชนพ่อแม่พี่น้องญาติมิตรที่เคยเป็นฐานสนับสนุนของพวกเขาเอง กระนั้นหรือ?

สงสัยว่าสู้ไปเพื่ออะไร-ในเมื่อเป้าหมายอันถูกต้องชอบธรรมที่เรียกร้องก็ดูเหมือนฝ่ายรัฐกำลังยอม ประนีประนอมหยิบยื่นเสนอให้บางส่วนอย่างค่อยเป็นค่อยไป?

สงสัยว่าจะฆ่าฟันกันไปทำไม-ในเมื่อมีช่องทางเปิดกว้างให้ออกไปต่อสู้อย่างสันติและชอบด้วยกฎหมายด้วยหนทางอื่น?

ในทางกลับกัน หลักหมายแห่งหายนะและความปราชัยในสงครามแบบนี้ก็คือปล่อยให้เกิดการเปลี่ยนแปรการต่อสู้ขัดแย้งจากฝ่ายรัฐกับผู้ก่อความไม่สงบกลุ่มเดียวขบวนการเดียว ไปเป็น "สงครามกลางเมือง" ระหว่างมวลชนต่างเชื้อชาติ, ศาสนา หรือชุมชนกัน...

โดยผูกโยงเหมารวมผู้ก่อความไม่สงบเข้าเป็นพวกเดียวกับมวลชนฝ่ายหนึ่งบนฐานเชื้อชาติ หรือศาสนา หรือชุมชน ทั้งที่อาจมีผู้ไม่เห็นด้วยกับการก่อความไม่สงบและผู้บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องอยู่มากมายในมวลชนฝ่ายนั้น

โดยปล่อยปละละเลยหรือแย่กว่านั้นคือผลักไสมวลชนเชื้อชาติหนึ่ง ศาสนาหนึ่ง หรือชุมชนหนึ่งให้กลายเป็นพวกผู้ก่อความไม่สงบหรือศัตรูของรัฐทั้งกลุ่มแบบเหมาหมดโดยไม่จำแนกแยกแยะ

เท่ากับขยายฐานเพิ่มพวกเติมกำลังให้ผู้ก่อความไม่สงบมหาศาลฟรีๆ อย่างเหลวไหลโง่งมงายและขาดสำนึกรับผิดชอบที่สุด

ผมเกรงว่าเหตุการณ์รุนแรงถี่กระชั้นระยะใกล้นี้โดยเฉพาะกรณีกราดยิงชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู ตายเจ็บเกลื่อนขณะทำพิธีละหมาดในมัสยิดอัลฟุรกอน บ้านไอปาแย หมู่ 8 ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อคืนวันที่ 8 มิถุนายนศกนี้ และกรณียิงพระสงฆ์ระหว่างบิณฑบาตจนมรณภาพและบาดเจ็บที่ จ.ยะลา ซึ่งเกิด ตามมาเมื่อเช้าวันที่ 12 มิ.ย. ชี้ว่าสงครามแย่งชิงประชาชนชายแดนภาคใต้กำลังถูกผลักดันให้ขยับเคลื่อนไปในทิศทางของสงครามกลางเมืองระหว่างชนต่างเชื้อชาติ หรือศาสนาอย่างน่าวิตก...

แนวทางการเมืองนำการทหารไม่ได้หมายถึงไม่มีการทหาร ไม่รบ ไม่ใช้ปืนเลยแบบหน่อมแน้มสุดสุด

แต่หมายถึงใช้การทหาร ใช้ปืน ทำการรบภายใต้แนวทางการเมืองที่ชัดเจนเป็นเอกภาพ, ภายใต้การนำและบังคับบัญชาแบบองค์เดียวอันเข้มแข็ง พร้อมรับผิดและมีประสิทธิภาพ, และภายในองค์การจัดตั้งของหน่วยรบ หน่วยงานมวลชนและหน่วยข่าวเหล่าต่างๆ ที่ประสานกันไปในทิศทางเดียว

การทหารหรือปืนเท่าที่มีจึงต้องถูกยึดกุมและชี้นำอย่างระมัดระวังเข้มแข็งชัดเจนเป็นเอกภาพ เพียงแค่ป้องกันไม่ให้ปืนตกไปอยู่ในมือฝ่ายตรงข้ามที่ก่อความไม่สงบเท่านั้นยังไม่พอ หากต้องระวังไม่ให้ปืนในมือฝ่ายเราด้วยกันเองผ่าเหล่าผ่ากอออกนอกแนวทางการเมืองที่ถูกต้องด้วย

การยิงสะเปะสะปะ ยิงอย่างไร้การจัดตั้ง ยิงออกนอกวิถีการนำทางการเมือง เพื่อสนองผลประโยชน์และระเบียบวาระเฉพาะกลุ่มหรือล้างแค้นส่วนตัว อาจทำลายมิตร ผลักไสมวลชน เพิ่มศัตรู จนบั่นทอนแนวทางการเมืองนำการทหาร และทำให้รัฐตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำพลาดท่าในสงครามแย่งชิงประชาชน

ดังตัวอย่างประสบการณ์ทำนองนี้มากมายกรณีกองกำลังทหารบ้าน (militias) ของฝ่ายนิกายโปรเตสแตนต์ในไอร์แลนด์เหนือ, ของฝ่ายชาวสิงหลในศรีลังกา, ของฝ่ายชาวคริสเตียนในเกาะมินดาเนา ฟิลิปปินส์, ของฝ่ายนิยมอินโดนีเซียในติมอร์ตะวันออก, ของฝ่ายชาวชวาในเกาะอาเจะห์ อินโดนีเซีย ฯลฯ เป็นอุทาหรณ์

ประเด็นใหญ่อีกประเด็นหนึ่งที่แนวทางการเมืองนำการทหารของฝ่ายรัฐค่อนข้างเพิกเฉยละเลยตลอดมาคือเรื่องความยุติธรรม

นับแต่ตอนก่อตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ก็มีการตัดตอนคำว่า "ยุติธรรม" ออกไปจากชื่อคณะกรรมการอย่างชวนฉงนทั้งที่คณะกรรมการแบบเดียวกันในประเทศอื่นๆ เขาจะใส่คำว่า "ยุติธรรม" หรือ "ความจริง" แสดงวัตถุประสงค์ไว้ชัดแจ้งในชื่อเป็นนิจศีล

และจนบัดนี้ ประเด็นนี้ก็ยังค้างคาอยู่ในใจของชาวบ้านชายแดนภาคใต้ที่รู้สึกว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรม โดยชอบด้วยกฎหมายจากทางราชการ ไม่ว่าในกรณีตากใบ, กรณีมัสยิดกรือเซะ, กรณีสะบ้าย้อย, กรณีอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตรและกรณีอุ้มหาย ทรมานและถึงแก่ความตายในระหว่างถูกคุมตัวอื่นๆ

ได้แต่เงินสงเคราะห์ปลอบขวัญชดเชย ซึ่งอาจช่วยเยียวยาบาดแผลทางกายได้ แต่กี่แสนกี่ล้านก็รักษาบาดแผลเจ็บช้ำน้อยเนื้อต่ำใจว่ารัฐไทยมีสองมาตรฐาน ว่าพวกเขาถูกปฏิบัติต่อเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศนี้ไม่ได้

แนวทางการเมืองนำการทหารที่จะสัมฤทธิผล ชนะใจประชาชนโดยเฉพาะชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู จึงต้องรวมเอาประเด็นความยุติธรรมเข้ามาเป็นสาระสำคัญตามความเรียกร้องต้องการของพวกเขา

นั่นไม่ได้หมายถึงการล้างแค้นเอาคืนตามใจใคร แต่หมายถึงการสร้างหลักนิติรัฐหรือทำให้กฎหมายเป็นอำนาจสูงสุดขึ้นมาอย่างเป็นจริงในพื้นที่ ไม่อนุญาตให้มีอำนาจนอกระบบใดไม่ว่าใหญ่มาจากไหนมารังแก เข่นฆ่าประชาชนอยู่เหนือกฎหมายเด็ดขาด

พึงระลึกว่าในระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แม้แต่องค์พระประมุขก็ยังทรงยึดถือปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นแบบอย่าง รัฐบาลจะปล่อยให้ใครหน้าไหนใช้อำนาจเหนือกฎหมายรัฐธรรมนูญ จนทำลายความยุติธรรมและแนวทางการเมืองนำการทหารพังพินาศล้มเหลวไปไม่ได้

มิฉะนั้น รัฐไทยก็จะตอกย้ำซ้ำรอยความผิดพลาดของรัฐบาลในอดีตอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

หน้า 6


ที่มา : มติชนออนไลน์




Thursday, June 11, 2009

"ไม่เห็นชนชั้น"



วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11416 มติชนรายวัน


"ไม่เห็นชนชั้น"

โดย เกษียร เตชะพีระ


คำอภิปรายในที่ประชุมวุฒิสภา

เพื่อเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ

1 พฤษภาคม 2552

ส.ว. สมชาย แสวงการ


...ถือเป็นการประเมินสถานการณ์ผิดของรัฐบาล ที่คิดว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ นอกจากนี้ ยังปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวอ้างให้ทุกคนลุกขึ้นสู้กับอำมาตยาธิปไตย ใช้สื่อปลุกมวลชน ปลุกให้มีการแบ่งแยกทางชนชั้น ใช้สื่อต่างประเทศโจมตีประเทศ ทั้งหมดนี้เป็นแผนตากสินและแผนการปลุกระดมมวลชน

...จากการวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งหมด พบว่า บุคคลที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นั้น แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่มบุคคลที่เคยเป็นอดีตคอมมิวนิสต์ที่มีบทบาททางวิชาการ เช่น เอ็นจีโอ สื่อมวลชน กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 19 กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 19 กันยายน 49 และกลุ่มปัญญาชนรุ่นใหม่ที่ใช้เว็บไซต์เป็นเครื่องมือ ทำงานสอดรับกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีเป้าหมายโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้เป็นระบบสาธารณรัฐ โดยใช้แนวทางคอมมิวนิสต์ในการทำงาน เช่น บ่มเพาะแนวคิดความแตกต่างทางชนชั้น การเก็บเกี่ยวทรัพยากร ล้มอำมาตยาธิปไตย กดดัน ปลุกระดม





"ปลาทูฝูงเดียวกัน"

ผู้จัดการออนไลน์, 18 ม.ค. 2552

ส.ว. คำนูณ สิทธิสมาน


- ข้อเขียนของนักวิชาการที่เคารพนับถือบางคนวิเคราะห์ว่านี่เป็นยกใหม่ของการต่อสู้ทางชนชั้น โดยบอกว่าพันธมิตรคือชนชั้นนำกับชนชั้นกลางในเมืองเท่านั้น...

- อยากจะบอกในชั้นนี้ว่านักวิชาการคนใดไม่เข้ามาสัมผัสตรงๆ ถึงความเป็นพันธมิตร จะไม่มีวันวิเคราะห์ได้อย่างรอบด้านหรอก

- อย่าไปจับความเป็นพันธมิตรด้วยทฤษฎีชนชั้นตามแนวมาร์กซิสม์เก่าสถานเดียวเลย

- ในที่ชุมนุมเราจะเห็นทั้งคนทำงานหาเช้ากินค่ำ นักศึกษา นักเรียน นักธุรกิจพันล้านที่มีชื่อเสียง นักธุรกิจพันล้านที่ไม่มีใครรู้จักแต่บริจาคทีละแสนสองแสน ไปจนถึงเชื้อพระวงศ์ระดับหม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ อาหารที่นำมาเลี้ยงกันในที่ชุมนุมล้วนมีระดับ บางเจ้าร่ำรวยมีชื่อเสียงในแต่ละท้องถิ่น ทั้งนั่งคละเคล้าไม่ได้แบ่งแยกชนชั้น หัวเราะให้กัน หลั่งน้ำตาร่วมกัน ส่วนรวมขาดอะไรหรือต้องการอะไร ขอเพียงแต่ประกาศบนเวทีไม่นานสิ่งของที่ต้องการนั้นจะหลั่งไหลมาจนล้นเกิน ฯลฯ





นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

สัมภาษณ์ไฟแนนเชียล ไทมส์

23 เมษายน ค.ศ.2009 

ผมยืนยันเสมอมาว่าการบอกว่าความขัดแย้งตอนนี้เป็นเรื่องการแบ่งแยกระหว่างชนบทกับเมือง หรือการแบ่งแยกทางชนชั้นแบบหนึ่งนั้นไม่ใช่การบ่งชี้ปัญหาที่ถูกต้อง อาจมีเชื้อมูลเหล่านั้นอยู่บ้างเหมือนกับที่คุณย่อมเห็นได้ว่าผู้ออกคะแนนเสียงเลือกตั้งในเมืองกับชนบทมีทรรศนะแตกต่างกันทุกหนแห่งนั่นแหละ

แต่คุณบอกไม่ได้หรอกครับว่า อาทิ คนที่สนับสนุนทักษิณน่ะไม่รวมเอามหาเศรษฐีหรือคนชั้นกลางเอาไว้ด้วย ขณะเดียวกันก็เห็นชัดว่าฝ่ายที่คัดค้านเขาอย่างเช่นคนที่เข้าร่วมกับพันธมิตรนั้นก็รวมเอาคนชนบทจำนวนมากไว้เช่นกัน แม้แต่คนที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์ หรือเพื่อไทย หรือพลังประชาชน หรือไทยรักไทยในภูมิภาคต่างๆ ที่แต่ละพรรคชนะอย่างท่วมท้นน่ะ ก็ย่อมมีคนชนบทที่สนับสนุนอยู่ด้วย



คำปราศรัยโต้นายไมเคิล ดูคาคัส

คู่แข่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ค.ศ.1988 

อดีตประธานาธิบดี George H. W. Bush ผู้พ่อ

เราจะไม่ถูกแบ่งแยกกันโดยชนชั้น คุณเห็นไหมครับว่านั่นมันเป็นเรื่องของประชาธิปไตยแบบยุโรปหรือที่อื่นๆ มันไม่ใช่เรื่องของสหรัฐอเมริกา


หน้า 6 

 

ที่มา  :  มติชนออนไลน์



Sunday, October 19, 2008

ก่อนถึงจุดที่ไม่อาจหวนกลับ


โดย   เกษียร เตชะพีระ 

ประชาไท, 17 ตุลาคม 2551


ความขัดแย้งแบ่งฝ่ายทางการเมืองปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ตุลาเลือดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ศกนี้เป็นต้นมาได้นำพา ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ของไทยมาถึงจุดที่คับขันสุ่มเสี่ยงต่อการถลำลึกตกดิ่งลงไปในหุบเหวอันมืดมิดไม่มีที่สิ้นสุด!

แกนนำทั้งสองฝ่ายต่างมุ่งมาดปรารถนาบรรลุเป้าหมายทางการเมืองตามเจตจำนงของตน โดยชี้นำผลักดันการเคลื่อนไหวอย่างดื้อรั้นเสี่ยงภัยไม่เลือกวิธีการ จนชวนให้ตั้งคำถามว่าพวกเขารอบคอบระมัดระวังที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะรุนแรงอย่างเพียงพอ สมค่าคู่ควรแก่ความเชื่อถือศรัทธาไว้วางใจ ฝากชีวิตความปลอดภัยไว้ให้ และจิตใจกล้าต่อสู้กล้าเสียสละไม่กลัวยากไม่กลัวตายของมวลชนส่วนใหญ่ผู้ไร้อาวุธใต้การนำของตนแล้วหรือยัง?

ไม่ต้องสงสัยว่าทั้ง คุณอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ แห่งพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และคุณณรงค์ศักดิ์ กอบไธสง แห่งแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ต่างพลีชีพไปในการต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งที่ทั้งสองเทิดทูนไว้สูงค่ากว่าชีวิตของตน ได้แก่ชาติและสถาบันกษัตริย์ในกรณีแรก และประชาธิปไตย ในกรณีหลัง

คำถามคือเหตุไฉนคนไทยร่วมชาติผู้เสียสละทั้งสองท่านจึงกลายเป็นอยู่ฝ่ายตรงข้ามกันในความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน?

และการปะทะรุนแรงที่นำไปสู่การเสียชีวิตของทั้งสอง คือกรณี 7 ตุลาคม และกรณี 2 กันยายน ก่อนหน้านี้ จำเป็นต้องเกิดขึ้นหรือไม่พอจะมีทางหลีกเลี่ยงได้อย่างไร?

แกนนำของทั้งสองฝ่ายได้สรุปบทเรียนและแสดงความรับผิดชอบออกมาบ้างหรือไม่? แค่ไหนเพียงใด?

เท่าที่ได้ยินได้ฟัง ฝ่ายหนึ่ง ขณะผูกผ้าพันคอสีฟ้าและห้อยเหรียญมหาชนก ได้ป่าวประกาศเรียกร้องเสียงดังฟังชัดว่าต้องการระบอบ การเมืองใหม่  หรือนัยหนึ่ง ระบอบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแต่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่ใช่ระบอบรัฐธรรมนูญ –ไม่ทั้งในความหมายมาตรฐานสากลและความหมายแห่งขบวนการอภิวัฒน์เพื่อระบอบรัฐธรรมนูญ 2475, และขบวนการลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยของนักศึกษา ประชาชนเมื่อ 14ตุลาคม พ.. 2516 และพฤษภาคม 2535 ในประวัติศาสตร์ชาติไทยเราเอง

อีกฝ่ายหนึ่ง เบื้องหน้าฉากหลังเวทีรูปตีนโตไดโนเสาร์สวมแหวนเพชรสีฟ้า ก็แสดงปฏิกิริยาตอบกลับโดยยกระดับการโจมตีตอบโต้ไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามแนวทางการเรียกร้อง ระบอบประชาธิปไตยของปวงประชามหาชน …ที่ซึ่งปวงชนชาวไทยเป็นทั้งเจ้าของอำนาจอธิปไตยและผู้ใช้อำนาจนั้นด้วยตนเองโดยไม่ปรากฏชัดว่า ที่ทางฐานะบทบาทของสถาบันกษัตริย์อยู่ตรงไหนอย่างไรในระบอบประชาธิปไตยที่ว่านี้

ทั้งสองฝ่ายต่างตั้งเป้าประสงค์วางเจตจำนงทางการเมืองอย่างสุดโต่ง โดยไม่คำนึงถึงกรอบจำกัดทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมทางประวัติศาสตร์ที่ดำรงอยู่ หากยึดเอาการออกแรงกดดันให้ได้ดังอุดมการณ์ หรือใจปรารถนาทางอัตวิสัยของตัวเอง – ที่นี่และเดี๋ยวนี้ - เป็นที่ตั้ง โดยจินตนาการสังคมการเมืองในอนาคตข้างหน้าของตัวแบบไม่มีที่ทางให้พลังฝ่ายตรงข้ามเหลืออยู่เลย

มิหนำซ้ำต่างฝ่ายต่างประหนึ่งว่ากำลังยื่นคำขาดบีบคั้นบังคับให้คนไทยทั้งชาติต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง ระบอบประชาธิปไตย หรือ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  โดยไม่อนุญาตให้มีที่ทางและทางเลือกอื่นสำหรับพลังฝ่ายที่สามหรือฝ่ายเป็นกลาง

ทั้งๆ ที่จากประสบการณ์ของ ระบอบประชาธิปไตย+อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังที่เป็นมาตั้งแต่หลัง 14 ตุลาคม พ.. 2516 อาจสรุปบทเรียนได้ว่า:

ระบอบเสรีประชาธิปไตยจะประกันความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นกลางทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญได้ดีที่สุดกว่าระบอบอื่น

และสถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นกลางทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญสามารถแสดงบทบาทค้ำจุนประคับประคองระบอบเสรีประชาธิปไตยให้ยั่งยืน

ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงความถูกต้องชอบธรรมและสมเหตุสมผลหรือไม่ของข้อเรียกร้องของแต่ละฝ่าย แต่อยู่ตรงที่ว่าเพื่อปฏิบัติตามเจตจำนงของตนอย่างถึงที่สุด – ที่นี่และเดี๋ยวนี้ – จะนำไปสู่การหักรานกวาดล้าง ทำลายเหล่าพลังและสถาบันที่ดำรงอยู่จริงในสังคมการเมืองไทย แต่ถูกมองว่ากีดขวางเจตจำนงเหล่านั้นอย่างขนานใหญ่ ถึงขนาดยากที่จะดำรงอยู่ร่วมกันต่อไปได้

            ดังจะเห็นได้ว่า นักวิจารณ์ ระบอบทักษิณ”  ขาประจำผู้เป็นแนวร่วมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างธีรยุทธ บุญมี ได้เอ่ยเตือนแนวทาง การเมืองใหม่”  ของพันธมิตรฯว่า: - “…แนวทางนี้มีข้ออ่อนคือเป็นการสวนทางประชาธิปไตยที่ต่อสู้กันมานาน และ ในการเสนอความคิดใหม่ทางการเมือง ไม่ควรสวนทางประชาธิปไตย ควรเคารพประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยที่ต่อสู้กันมานาน…”            

             ในทางกลับกัน นักวิจารณ์ระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยผู้เป็นแนวร่วมของบรรดากลุ่มอิสระต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยาฯ 2549 อย่างสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ก็ได้เน้นย้ำยืนยันความจำเป็นที่สถาบันกษัตริย์ไทยจะต้องมีอยู่ต่อไปเพราะทรงคุณค่าโดยเปรียบเทียบเหนือกว่าระบอบประธานาธิบดีทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองหลายอย่างหลายประการ

แต่ท่ามกลางเสียงเตือนที่สองฝ่ายต่างไม่ฟังดังกล่าวนี้ โอกาสช่องทางของการเมืองแห่งการต่อสู้ผลักดันเพื่อเปลี่ยนแปลงปฏิรูป ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ให้ดีขึ้นในกรอบระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งและการเคลื่อนไหวกดดันทั้งในและนอกรัฐสภา – ซึ่งไม่ใช่แค่การท่องคาถาสมานฉันท์แล้วสวดมนต์ภาวนาให้โลกดีขึ้น และก็ไม่ใช่การลุกขึ้นสู้ก่อการกำเริบด้วยอาวุธอย่างสุ่มเสี่ยง -กลับถูกเบียดขับและปัดปิดลงทุกที

ในบริบทที่แตกต่างทว่าเทียบเคียงกันได้ของการแยกขั้วสุดโต่งและต่อสู้ห้ำหั่นกันระหว่างพวก “ขวา สุดกับ คอมมูนิสต์ ในอดีตสมัย 14 ถึง 6 ตุลาคมฯ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ได้สะทกสะท้อนถึงชะตากรรมอันไม่มีทางเลือกของคนหนุ่มสาวยุคนั้นว่า: -

“49. ข้อที่น่าเสียดายสำหรับคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาวที่ใฝ่ในเสรีภาพก็คือเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่เปิดโอกาสให้เขามีทางเลือกที่ 3 เสียแล้ว ถ้าไม่ทำตัวสงบเสงี่ยมคล้อยตามอำนาจเป็นธรรม ก็ต้องเข้าป่าไปทำงานร่วมกับคอมมูนิสต์ ใครที่สนใจเรื่องสันติวิธี ประชาธิปไตยและเสรีภาพ จะต้องเริ่มต้นใหม่เบิกทางให้แก่หนุ่มสาวรุ่นนี้และรุ่นต่อ ๆ ไป

ฤาบทเรียนราคาแพงแห่งเดือนตุลาคมเหล่านี้ สังคมไทยจะไม่ฟังอีกต่อไป?

 

           (www.prachatai.com/05web/th/home/14129)   

 

 

Friday, August 1, 2008

โอเวอร์โพลิติไซต์

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน,วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11101


"โอเวอร์โพลิติไซต์"

โดย เกษียร เตชะพีระ


"เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกลายเป็นเครื่องมือที่ให้การศึกษาทางการเมือง อย่างกว้างขวางอย่างไม่เคยมีมาก่อน คณะรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่เคยสามารถให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนได้ถึงขนาดนี้ จริงอยู่พันธมิตรอาจจะมีผิดบ้างถูกบ้าง แต่ภาพใหญ่คือการให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง....."


ประเวศ วะสี "การปฏิวัติประชาธิปไตยโดยคนไทยทั้งมวล"

ไทยโพสต์ 21 ก.ค. 2551


ในบรรดา "ผู้หลักผู้ใหญ่" ที่ผมได้มีโอกาสรู้จัก ท่านหนึ่งที่ผมไม่อยากเถียงด้วยเลยคืออาจารย์หมอประเวศ (ต่างจากท่านอื่นเช่น อาจารย์อัมมาร สยามวาลา ซึ่งผมชอบเถียงด้วยเวลาโดนท่านยั่วยุ ถึงแม้มักจะเถียงแพ้และเหนื่อย แต่ก็สนุกและฉลาดขึ้น)

ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะอาจารย์หมอประเวศมีเมตตาบารมีสูง ยิ่งได้ยกมือไหว้สนทนาปราศรัยกับท่านเป็นการส่วนตัวแล้ว ยิ่งรู้สึกรักนับถือประทับใจ - คนอะไรหนอช่างหวังดีต่อโลกและเพื่อนมนุษย์เช่นนี้ - จนอยากจะเห็นด้วยกับท่านไปทุกเรื่องเสียเหลือเกิน

แต่หนนี้...แหะๆ...เห็นทีจะต้องเถียงอาจารย์หมอหน่อยแล้วล่ะครับ โดยเฉพาะกับข้อความข้างต้นที่ผมยกมา

แน่นอน ในฐานะอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เรื่องนี้ผมย่อมมี "ผลประโยชน์ขัดกัน" (conflict of interest) อยู่บ้าง แต่ที่คับข้องใจจนต้องลุกขึ้นมาเถียงอาจารย์หมอก็ไม่ใช่เพราะเหตุนี้นะครับ หากเป็นเพราะผมเห็นต่างจริงๆ และคิดว่าอาจารย์หมอกำลังเข้าใจผิดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่น่าเป็นห่วง

ผมคิดว่าอาจารย์หมอกำลังสับสนปะปน "การให้การศึกษาทางการเมือง" (political education) เข้ากับ "การปลุกเร้าให้ตื่นตัวทางการเมือง" (politicization) ครับ

และตรงข้ามกับอาจารย์หมอ ผมกลับเห็นว่าปัญหาของบ้านเมืองเราอยู่ตรงกำลังมีการปลุกเร้าให้ตื่นตัวทางการเมืองมากเกินไป แต่มีการให้การศึกษาทางการเมืองน้อยเกินไป, กำลังมีความเชื่อมั่นทางการเมืองมากเกินไป แต่มีความสงสัยทางการเมืองน้อยเกินไป

"การให้การศึกษาทางการเมือง" เป็นเรื่องของการให้กรอบ/แผนที่แนวคิดทฤษฎีทางการเมืองอย่างกว้างขวาง หลากหลายและเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถเลือกนำไปประยุกต์ปรับปรุงใช้เป็นเครื่องมือสำหรับสังเกตประมวลข้อมูลข้อเท็จจริง จับประเด็นรวบยอดความคิด เชื่อมโยงความสัมพันธ์ วิเคราะห์ทำความเข้าใจ วิพากษ์วิจารณ์ และประเมินคุณค่าปรากฏการณ์ทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างรอบด้านและลึกซึ้ง อิสระและคิดเองเป็น ผ่านการฟังบรรยาย การอ่าน การอภิปรายถกเถียงสัมมนาแลกเปลี่ยน การเสพรับสื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆ การค้นคว้าวิจัยในห้องสมุดและภาคสนาม กระทั่งเข้าร่วมกิจกรรมการปฏิบัติที่เป็นจริง

โดยมีสติตื่นรู้ตัวตลอดเวลาว่าตนเป็นผู้ศึกษาไม่ใช่ผู้กระทำการเอง, อีกทั้งพยายามรักษาระยะห่างทางจุดยืนและมุมมองไว้ระดับหนึ่งจากปรากฏการณ์ที่ตนศึกษา เพื่อให้สามารถมองและศึกษามันอย่างมีอุเบกขา เยือกเย็น (ครูของผมท่านหนึ่งกระทั่งสอนว่า "เลือดเย็น") เที่ยงตรงตามความเป็นจริง และวิพากษ์วิจารณ์มันได้

เท่าที่ผมเข้าใจ นี่เป็นลักษณะเนื้อแท้ของงานที่ผมและเพื่อนคณาจารย์เพียรพยายามทำมาในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ ครับ

ส่วน "การปลุกเร้าให้ตื่นตัวทางการเมือง" เป็นเรื่องของการปลุกจิตสำนึกผู้คนให้หันมาตื่นตัวสนใจปัญหาการเมือง มุ่งเปลี่ยนทรรศนะและจุดยืนของเขาให้มองสภาพความเป็นจริงทางสังคมรอบตัวจากแง่มุมการเมือง และเปลี่ยนอัตลักษณ์และตัวตนหรือนัยหนึ่งเปลี่ยนความเข้าใจตัวเองของเขาให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิต/ผู้กระทำการทางการเมือง ที่เล็งเห็นความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างตัวเองกับการเมือง มองว่าตัวเองสามารถเข้าร่วมมีบทบาทเป็นฝ่ายกระทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งเป็นสิ่งดีงามถูกต้องสมควรที่จะทำเช่นนั้นด้วย

ลงถูกปลุกให้ตื่นตัวทางการเมืองแล้วมันก็เหมือนเกิดใหม่ มองโลกใหม่ และมันสสส์อย่าบอกใครเลยเชียวครับ มันให้คึกคักกระปรี้กระเปร่ากระตือรือร้น มีพลังวิริยภาพสร้างสรรค์ไม่สิ้นสุด พร้อมอุทิศตัวเสียสละแบ่งปัน อบอุ่นเร่าร้อนท่ามกลางเพื่อนร่วมขบวนการ รู้สึกชีวิตมีคุณค่าความหมายอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดีใจสุขใจที่ได้ไปร่วมชุมนุมต่อสู้ตากแดดตากฝนอาบเหงื่อต่างน้ำคอแห้งเปียกแฉะหิวเหนื่อยกับคนอื่นๆ เหมือนได้ทำความดีหรือทำบุญใหญ่ให้ส่วนรวมทุกวัน ไม่กลัวเหนื่อยยาก ไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตาย กระทั่งรู้สึกผิดรู้สึกขาดหายอะไรบางอย่างถ้าไม่ได้ไปร่วมงานการเมืองไปร่วมรับทุกข์ทนยากลำบากเสียสละกับคนอื่นๆ เขาเป็นประจำ

พร้อมกันนั้น ก็ค่อยๆ ละลายตัวเอง ลืมตัวเอง หลอมรวมอัตลักษณ์ตัวตนอารมณ์ความรู้สึกเข้ากับฝูงชน มีอารมณ์ร่วมหัวเราะร้องไห้เลือดฉีดพลุ่งพล่านไปกับเขา พื้นที่ของโลกการเมืองในสายตาจึงยิ่งแจ้งกระจ่างสว่างไสวชัดขึ้นๆ ขณะที่มุมมองการเมืองยิ่งโฟกัสแคบลงๆ ไปพร้อมกัน ถึงจุดหนึ่งการเลือกข้างเลือกฝ่ายทางการเมืองก็นำไปสู่การเลือกมองเห็นปัญหาเฉพาะบางปัญหาและบางแง่มุม เลือกรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเฉพาะบางเรื่องบางด้าน เลือกฟังเลือกเชื่อแต่สื่อ-เสียง-ผู้นำของพวกเรา เลิกฟังเลิกเชื่อสื่อ-เสียง-ผู้นำของ "พวกมัน"

ใครจะว่าฟังความข้างเดียวหรือมองด้านเดียวก็ไม่เห็นจะเป็นไรในเมื่อมันเป็นข้างเป็นด้านที่ถูกต้อง ใครจะว่าสุดขั้วสุดโต่งก็ไม่เห็นจะแคร์ในเมื่อมันเป็นขั้วของธรรมะ/ส่วนรวม/ประชาชน/ประเทศชาติ/ประชาธิปไตย/ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ฯลฯ

ขณะที่ "พวกมัน" "ฝ่ายตรงข้าม" หรือ "ศัตรู" เป็นอธรรม/เห็นแก่ตัว/ทุนสามานย์/ซ้ายอกหัก/ขายชาติ/เผด็จการ/ศักดินา/อำมาตยาธิปไตย/มาร ฯลฯ

ต่ำช้าป่าเถื่อนเลวทรามจัญไรราวเดรัจฉาน เหมือนไม่ใช่คนไทย ไม่คู่ควรแก่ความเป็นมนุษย์ ไอ้สัตว์ ไอ้เห้.....

เลยจากจุดนั้นไม่ไกล ไปอีกนิดเดียว ก็คือความรุนแรง ฉวยท่อนไม้ คว้าก้อนหิน หนังสติ๊ก คันธง ดาบ ขวาน ไม้เบสบอลเข้าห้ำหั่นฆ่าฟันกัน!

อันตรายที่สุดของ "การปลุกเร้าให้ตื่นตัวทางการเมือง" เกินขนาด (over-politicization) คือทำให้เชื่อมั่นยึดมั่นถือมั่นในความถูกต้องชอบธรรมของฝ่ายตัวอย่างสิ้นสงสัยด้วยประการทั้งปวง, แน่ใจในความถูกต้องชอบธรรมของฝ่ายตัวอย่างสัมบูรณ์แบบ, จนขาดสติ จนพร้อมจะยอมตายและยอมฆ่าเพื่อความถูกต้องดังกล่าว!

ก็ในเมื่อเราถูกอ่ะ ไอ้พวกนั้นมันก็ต้องผิดไง...ฆ่ามันๆ!

ด้วยความเคารพ เท่าที่ผมเห็น นี่คือแนวโน้มที่ได้เกิดขึ้นและกำลังเกิดขึ้นกับพลังการเมืองทั้งสองขั้วสองฝ่ายในบ้านเรา ไม่ว่าบนเวทีพันธมิตร หรือเวที นปก. ไม่ว่าทางเอเอสทีวี หรือพีทีวี/เอ็นบีที ไม่ว่าที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ หรือสนามหลวง หรือราชดำเนิน เชียงราย ศรีสะเกษ มหาสารคาม บุรีรัมย์ อุดรธานี ฯลฯ ไม่ใช่หรือครับอาจารย์หมอประเวศ?

มันคือด้านที่น่าเป็นห่วงของปรากฏการณ์แบ่งฝ่ายแยกขั้วและโอเวอร์โพลิติไซต์ในบ้านเราครับ ผมยอมรับว่าในแง่โอเวอร์โพลิติไซเซชั่นนี้ คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยต่างๆ คงทำไม่ได้และไม่ควรจะทำกับประชาชน ตรงกันข้าม ผมกลับเห็นว่าทำอย่างไรคณะรัฐศาสตร์ ปัญญาชนสาธารณะ (รวมทั้งอาจารย์หมอเอง) และสังคมไทยโดยรวมจะช่วยกันเหนี่ยวรั้งให้ผู้คนสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันยับยั้งชั่งใจ หัดมองหัดฟังคนอื่น เกิดสงสัยความปักใจเชื่อของตัว สงสัยความถูกต้องชอบธรรมดีงามอย่างไม่มีเงื่อนไขของฝ่ายตัวเองและผู้นำของตัวขึ้นมาบ้าง และมองเห็นความเป็นคนไทย ความเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมทุกข์ร่วมโลกของฝ่ายตรงข้ามบ้างเช่นกันมิฉะนั้น ผมเกรงว่าไทยคงฆ่าไทยด้วยกันจนเลือดนองท้องช้างก่อนจะทันได้ไปร่วมปฏิวัติประชาธิปไตยกับอาจารย์หมอครับ!

หน้า 6

(http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act03010851&day=2008-08-01&sectionid=0130)